วันอาทิตย์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ทำไม ควรมีตัวแทนประกัน



เมื่อประมาณเดือนกุมภาพันธ์ 2552 ลูกค้าดิฉัน (ลูกค้าประกันอุบัติเหตุ) ป่วยเป็นมะเร็งที่เต้านม แต่ยังโชคดีที่ได้ซื้อประกันมะเร็งกับอีกบริษัทหนึ่งไว้ (ซื้อโดยผ่านบัตรเครดิต)

แต่เนื่องจากไม่มีตัวแทน จึงเกิดความลำบากในการเดินเรื่อง เพราะต้อง
1. ไปโรงพยาบาล ขอเอกสาร ซึ่งต้องไปแบบฟอร์มเคลมของบริษัท ซึ่งต้องเดินทางไป กลับ โรงพยาบาล หลายครั้ง
2. ต้องเดินทางเอาเอกสารไปยังบริษัทประกันอีก และส่งเอกสาร

ดิฉันคิดว่า มันไม่สะดวกเลย สำหรับคนที่ป่วย ร่างกายอ่อนแอ ต้องเดินทางไป มา (ดิฉันได้รับหน้าที่แทน)
ขนาดดิฉัน ร่างกายแข็งแรง ยังรู้สึกเหนื่อยกับการเดินทางเลยค่ะ

หากมีตัวแทนมารับช่วง บริการนี้ ก็คงจะดีนะคะ

วันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2552

มาทำประกันบ้านกันเถอะ






เมื่อเกิดเพลิงไหม้ หลายคนต้องสิ้นเนื้อประดาตัว กว่าเขาจะสร้างบ้านหลังนั้นได้ ต้องใช้เวลา เงินทอง หลายปี หากบ้านมีประกันก็ยังดีหน่อย เพราะอย่างน้อย ยังมีเงินมาสร้างใหม่ได้อีกครั้ง ดังนั้น การทำประกันบ้านเต็มมูลค่าจึงจำเป็น
ถาม ประกันบ้าน ก็คือประกันไฟไหม้ใช่ไหม?ตอบ ใช่ค่ะ และสามารถเบิกความเสียหายอื่นได้อีก เพราะประกันบ้านนั้นมีความคุ้มครอง ดังนี้


1.ไฟไหม้ รวมสาเหตุใกล้ชิด เช่น เจ้าหน้าที่ดับเพลิงฉีดน้ำเข้ามาในบ้านเรา เพื่อป้องกันไฟลุกลาม ข้าวของในบ้านเปียกน้ำ ก็เบิกได้


2. ฟ้าผ่า (ลัดวงจรจากฟ้าผ่า) กำลังดู TV อยู่ ไฟช้อต ก็เบิกค่าซ่อม TV ได้


3. ระเบิด ตัวอย่างโรงงานลำไยระเบิด แรงระเบิดทำให้กระจกบ้านแตก เบิกได้


4. ยวดยานพาหนะของคนอื่น ชนรั้วบ้านเรา เบิกได้


5. เครื่องบินตก หรือของตกจากเครื่องบิน หล่นใส่บ้าน เบิกได้


6. ภัยเปียกน้ำ (น้ำมาจากข้างบน) เช่น ฝนตกหนัก รางน้ำระบายไม่ทัน น้ำฝนไหลย้อนเข้าตัวบ้าน ฝ้าเพดานเสียหาย เบิกได้



ถาม เบี้ยประกันแพงไหมตอบ เบี้ยประกันบ้านอยู่อาศัยถูกมากเลยค่ะ และเป็นเบี้ยมาตราฐาน ทุกบริษัทเท่ากันหมด โดยคิดตามราคาค่าก่อสร้างบ้านจริง ๆ (ไม่รวมค่าที่ดิน ฐานราก ค่าทำเล) โดยคำนวณราคาตามพื้นที่ ตัวอย่าง บ้านคอนกรีต กว้าง 5 เมตร ยาว 10 เมตร 4 ชั้น คิดค่าก่อสร้าง ตรม.ละ 9,000 บาท คำนวณเป็นราคาบ้าน 1.8 ล้านบาท เบี้ยประกันเพียง 2,128 บาท/ปี และต้องการเพิ่มภัยลมพายุ ควัน แผ่นดินไหวด้วย เบี้ยประกันเป็น 3,288 บาทเท่านั้นค่ะ

และสำหรับบ้านที่มีมูลค่าสูง ทุนประกันตั้งแต่ 1.5 ล้านบาท ขอแนะนำแผน My Home My Choice ค่ะ เพราะมีประกันโจรกรรม ประกันเครื่องใช้ไฟฟ้าลัดวงจร ประกันกระจก และอื่น ๆ ตามเลือก

ประกัน ยูนิเวอร์แซลไลฟ์ แบบใหม่เป็นอย่างไร


ประกันแบบใหม่ ยูนิเวอร์แซลไลฟ์ (UL 2) AIA

ดีอย่างไร
1. เป็นกรมธรรม์ที่ยืดหยุ่นได้ ทั้งตัววงเงินประกัน และ เบี้ยประกัน ซึ่งลูกค้าเป็นคนเลือกได้ เพื่อให้เหมาะกับความจำเป็นในช่วงต่าง ๆ ยกตัวอย่าง คุณสุชาติ อายุ 25 ปี ยังโสด จึงต้องการทำประกันชีวิต เพื่อเป็นเงินออมไว้ในยามเกษียณ ในขณะนี้ไม่ต้องการทุนประกัน (กรณีเสียชีวิต เอาเงินทุนประกันที่กำหนดให้ทายาท) สูงมาก แต่พออายุ 30 ปี แต่งงาน และเริ่มมีลูก ในช่วงเวลานี้ คุณสุชาติเป็นห่วงครอบครัว ต้องการให้ภรรยา บุตรมีหลักประกันไว้สูงหน่อย จึงปรับเปลี่ยนทุนประกันให้สูงขึ้น พออายุ 57 ปี ภาระทางบ้านลดน้อยลง ลูกเรียนจบแล้ว ปรับทุนประกันให้ลดลงได้
2. และในกรณีที่ต้องการลงทุนเพิ่ม ทาง AIA ก็เพิ่มช่องทางให้ลูกค้า เลือกจ่ายเบี้ยเพิ่มเติมได้ (ส่วนนี้นำเงินไปบริหาร ลงทุน) โดยได้รับผลตอบแทนลอยตัว ทบต้นทุกวัน และการันตีผลตอบแทนขั้นต่ำ (ผลตอบแทนลอยตัว หมายความว่า ตอนสภาพเศรษฐกิจดี – ผลตอบแทนสูงได้ไม่จำกัด ในขณะที่ช่วงสภาพเศรษฐกิจไม่ดี – ก็มีการันตีผลตอบแทนขั้นต่ำไว้) ทำให้มั่นใจว่า เงินลงทุนไม่สูญหาย
(อัตราผลตอบแทนปัจจุบัน เมษายน 2552 ผลตอบแทนปีแรก 7% ผลตอบแทนเฉลี่ย 3.5% โดยมีการันตีขั้นต่ำ ผลตอบแทนปีแรก 2% ผลตอบแทนเฉลี่ย 1%)

หลักเกณฑ์
1. ทุนประกัน ลูกค้ากำหนดเองได้ ว่าต้องการเท่าไร และต้องการจ่ายเบี้ยเท่าไร โดยมีทุนประกันขั้นต่ำ คือ 150,00 บาท และต้องไม่น้อยกว่า 8 หรือ 5 เท่า ของเบี้ยหลัก (สำหรับอายุน้อยกว่า 50 ปี และ 50 ปีขึ้นไป)
2. เบี้ยประกันตามลูกค้ากำหนด
เบี้ยประกันแบ่งได้เป็น 2 ก้อน
1. เบี้ยหลัก เบี้ยส่วนนี้นำไปซื้อความคุ้มครองชีวิต (เบี้ยส่วนนี้ จะมาก น้อย อยู่ที่ทุนประกันที่เลือก ขึ้นกับอายุ เพศ สุขภาพของผู้เอาประกัน) และเมื่อมีเงินเหลือในส่วนเบี้ยหลัก บริษัทจะนำไปลงทุน เพื่อให้มี ดอกผลงอกเงย
2. เบี้ยเพิ่มเติม เบี้ยส่วนนี้นำไปลงทุน
(หลักเกณฑ์เบี้ยเพิ่มเติม ใส่เมื่อไรก็ได้ แต่ต้องมากกว่า 1,000 บาท และไม่เกินเบี้ยหลักในปีนั้น ๆ )

คำแนะนำเพิ่มเติม
ในกรณีที่ผู้เอาประกันมีสิทธิ์ลดหย่อนเบี้ยประกันชีวิตเหลืออยู่ (ปัจจุบัน ผู้มีเงินได้ลดส่วนนี้ ได้ถึง 100,000 บาท) ควรซื้อเบี้ยหลักให้เต็มก่อน (เนื่องจากเบี้ยเพิ่มเติม นำมาลดหย่อนภาษีไม่ได้) เพราะจะได้เงินภาษีคืนมาคุ้มกว่า

วันอังคารที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2552

ทำประกันแบบไหนดี


เมื่อคิดจะทำประกันชีวิต เรามักจะสงสัยว่า ทำประกันแบบไหนดีนะ

ก่อนอื่น ดิฉันขออธิบายคร่าว ๆ ก่อนนะคะ แบบประกันคล้ายกับเสื้อผ้านั่นแหละค่ะ แบบไหนอยู่ที่วัตถุประสงค์การใช้ เช่น ใส่อยู่บ้าน ใส่ไปทำงาน ใส่ไปงานราตรี (โอกาสที่ใช้) ประกันก็เช่นกัน เนื่องจากแต่ละคน มีอายุ วัตถุประสงค์ รายได้ ภาระรับผิดชอบ ต่างกันไป แบบประกันจึงมีมากมาย และหากแบ่งง่าย ๆ ก็จะได้เป็น 3 แบบหลัก ๆ ดังนี้

1. แบบตลอดชีพ เป็นเงินกองทุนมรดกให้กับทายาท
2. แบบสะสมทรัพย์ เป็นเงินกองทุนไว้สำหรับตนเอง แต่หากอยู่ไม่ครบสัญญา ก็ให้ทุนประกันนั้นกับทายาท
3. แบบชั่วระยะเวลา เป็นเงินกองทุนมรดก ในระยะเวลาหนึ่ง ๆ เช่น 5 ปี 10 ปี หากผู้เอาประกันเสียชีวิตในระยะเวลานั้น ๆ มีเงินก้อนชำระหนี้ เช่น ไปกู้บ้าน ธนาคารเสนอให้ทำประกันชีวิต

และในแต่ละแบบ ระยะเวลาการชำระเบี้ยก็เลือกได้ เช่น จ่ายเบี้ยไปตลอดชีวิต จ่ายเบี้ย 20 ปี 30 ปี และระยะเวลาเงินคืนก่อนครบสัญญา ก็เลือกได้เช่นกัน ว่าต้องการรับเงินคืนทุก 2, 3, 5 ปี
ทำให้แบบประกันสามารถแตกเป็น 80 , 90 แบบ เบี้ยประกันขึ้นอยู่กับแบบ ทุนประกัน อายุคนทำ สุขภาพคนทำ หรือคนจ่ายเบี้ย ค่ะ

ฝากเงินที่ไหนดีล่ะ?



เมื่อเริ่มทำงาน สิ่งสำคัญ คือ ต้องเริ่มเก็บเงิน โดยเฉพาะเก็บเพื่อใช้ในยามเกษียณ (บางคนผัดวันประกันพรุ่ง ผัดสิ่งสำคัญแต่ไม่เร่งด่วน จนไม่ได้เก็บเงินสักที) เคล็ดลับคือ เริ่มจากกันเงินออมไว้เลย เช่น ต้องการเก็บ 10% เงินเดือน 20,000 บาท เก็บเงิน 2,000 บาทไว้ก่อน ที่เหลือค่อยนำไปใช้จ่าย

แล้วฝากไว้ที่ไหนดีล่ะ เริ่มแรกก็คือ ฝากธนาคารนั่นแหละ พอมีเงินก้อนโตหน่อย ให้แบ่งเงินจากธนาคารมาฝากกับบริษัทประกันอีกแห่งหนึ่ง เพราะจะได้ประโยชน์มากกว่า (ได้ความคุ้มครอง เอาเบี้ยประกันมาลดหย่อนภาษี ทำให้เสียภาษีน้อยลง)

ส่วนจะทำประกันแบบไหนนั้น ขึ้นอยู่กับความต้องการ วงเงินเบี้ยประกัน เสร็จแล้วอาจสอบถามตัวแทนประกันได้ค่ะ

มาวางแผนชีวิตหลังเกษียณกันเถอะ


หลายคนเป็นกังวลเกี่ยวกับชีวิตหลังวัยเกษียณ ว่าหลังเกษียณจะมีเงินใช้ไปตลอดชีวิตหรือไม่ ดอกเบี้ยเงินฝากปัจจุบันก็น้อยนิดไม่น่าจะพอใช้นะ
แล้วต้องมีเงินออมจำนวนเท่าไรจึงจะสบายในวัยเกษียณ คำตอบที่ได้รับการยอมรับโดยทั่วไป คือ ควรมีเงินได้ประมาณ 70% ของเงินเดือนก่อนเลิกทำงาน ซึ่งการที่จะมีเงินได้ 70% ไปทุก ๆ เดือนเมื่อเกษียณนั้น คุณต้องเก็บออมเงินในวัยทำงานมากพอสมควรเลยทีเดียว ส่วนแต่ละเดือนต้องออมมากน้อยเท่าไรนั้น ขึ้นอยู่กับอายุที่เริ่มต้นออม ดังนี้ค่ะ

เริ่มออมเมื่ออายุ 30 ปี เงินออมรายเดือน ให้เก็บ 10% ของเงินเดือน
เริ่มออมเมื่ออายุ 40 ปี เงินออมรายเดือน ให้เก็บ 20% ของเงินเดือน
เริ่มออมเมื่ออายุ 50 ปี เงินออมรายเดือน ให้เก็บ 50% ของเงินเดือน

จะเห็นได้ว่า ยิ่งอายุน้อย เก็บออมเร็ว ใช้เงินจำนวนนิดหน่อย แต่หากออมอายุมาก ต้องใช้เงินก้อนโต เนื่องจากพลังของดอกเบี้ยและพลังของเวลา และยังเป็นการสร้างวินัยทางการเงินให้กับตัวเองด้วย

รีบเก็บเงินวันนี้เถอะค่ะ เพราะออมก่อน รวยกว่า